tire-3.png

ยางรถยนต์

ยางรถยนต์คืออะไร

การผลิตยางรถยนต์

โครงสร้างของยางรถยนต์

ดอกยางและร่องดอกยาง

สะพานยางรถยนต์

จุดสีเหลือง จุดสีแดงบนยางรถยนต์

ชนิดของยางรถยนต์

ขนาดของยางรถยนต์

วันผลิตยางรถยนต์

อายุยางรถยนต์

ความเร็วสูงสุดของยางรถยนต์

น้ำหนักบรรทุกสูงสุด/ความดันลมยางสูงสุด

มาตรฐาน UTQGS

ความทนทานต่อการสึกหรอของยาง

ความสามารถในการเกาะถนน

ความสามารถในการทนความร้อน

การเติมลมไนโตรเจน

การเติมลมไนโตรเจนปนกับลมธรรมดา

ยางอะไหล่

ตัวอย่างข้อมูลของยางรถยนต์

 

 

 

 

ยางรถยนต์


ยางรถยนต์คืออะไร (tire:ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน หรือ tyre:ภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ)

ยางรถยนต์ คือ อุปกรณ์ที่ประกอบเป็นล้อรถยนต์ มีสีดำ มีรูปร่างกลมเหมือนโดนัท มีรูตรงกลาง ภายในกลวง เพื่อบรรจุอากาศความดันสูง หรือบรรจุยางในที่บรรจุอากาศความดันสูง ในรถยนต์รุ่นใหม่ หรือ รถยนต์สมรรถนะสูง เช่น รถแข่ง รถสปอร์ต นิยมบรรจุก๊าซไนโตรเจนความดันสูงแทนอากาศธรรมดา เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และยืดอายุของยางรถยนต์ และกระทะล้อ

ยางรถยนต์ มีหน้าที่ต้องรับน้ำหนักของรถทั้งคัน ของผู้โดยสาร ตลอดจนสัมภาระต่าง ๆ โดยยางรถยนต์เป็นส่วนเดียวของรถยนต์ที่สัมผัสกับพื้นถนน

 

การผลิตยางรถยนต์ (tire production)

ยางรถยนต์ ที่ดีต้องมีสภาพคงตัว เนื้อยางต้องไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป มีความทนทานต่อการเสียดสี มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ไม่ละลายเมื่อโดนความร้อนและน้ำมัน ทำให้ต้องใช้วัตถุดิบหลายชนิดในการผลิตดังนี้
• ยางธรรมชาติ (natural rubber) หรือยางที่ได้จากต้นยางพารา ประมาณ 14%
• ยางสังเคราะห์ (synthetic rubber) เช่น ยางบิลไทล์ ยางโพลิบิวทาไดอีน ยางสไตรีนบิวทาไดอีน ประมาณ 27%
• ผงถ่าน หรือ เขม่าดำ (carbon black) ประมาณ 28%
• เส้นลวด (bead wire) ประมาณ 10%
• เส้นใย (fabric) เช่น เส้นใยไนล่อน ประมาณ 4%
• น้ำมัน (oil) ประมาณ 10%
• สารเคมีต่าง ๆ (rubber chemical) อีกร้อยกว่าชนิด เช่น กำมะถัน ซิลิกา ประมาณ 4%
• ส่วนประกอบอื่น ๆ ประมาณ 3%

ขั้นตอนการผลิตยางรถยนต์
• นำส่วนผสมต่าง ๆ บดย่อยผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน โดยส่วนผสมวัตถุดิบของแต่ละโรงงานถือเป็นความลับ
• เมื่อได้ส่วนผสมแล้วจะนำมาเคลือบเส้นลวดและรีดให้เป็นแผ่นได้เป็นแผ่นยางเสริมใยเหล็ก หรือ แผ่นยางเรเดียล (radial ply)
• ลวดเหล็กอีกส่วนนำมาขดเป็นวงกลม สำหรับเสริมความแข็งแรงให้ส่วนที่ยึดกับกะทะล้อ (wire bead)
• อีกส่วนหนึ่งนำมาเคลือบเส้นใยไนลอนหรือโพลีเอสเตอร์และรีดให้เป็นแผ่นได้เป็นแผ่นยางผ้าใบ (bias ply)
• ขั้นถัดมาจะขึ้นโครงยาง (carcass) บนกระบอกเหล็กทรงกลม
• มีชั้นยางด้านในสำหรับกักเก็บลมความดันสูง (inner liner) เป็นชั้นที่เราจะเห็นเมื่อมองยางจากด้านใน
• ใส่ลวดวงกลมที่ด้านข้างทั้งสองด้าน เสริมความแข็งแรงด้วยแผ่นยางเสริมแรง (bead filler และ chaffer)
• วางแผ่นยางผ้าใบ หรือแผ่นยางแรเดียล ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ จนถึงชั้นที่จะเป็นดอกยาง ตามสูตรการผลิตยางรถยนต์แต่ละรุ่น
• ดันทรงกระบอกเหล็กขึ้นโครงยาง ให้เป็นรูปทรงยางรถยนต์
• นำยางไปอบในแม่พิมพ์ (ซึ่งมีลวดลายดอกยาง และรายละเอียดต่าง ๆ ที่เขียนบนแก้มยาง) ด้วยไอน้ำอุณหภูมิและความดันสูง เป็นเวลาประมาณ 20 นาที (ขึ้นอยู่กับยางรถยนต์แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ) เพื่อให้ยางเปลี่ยนโครงสร้าง และคงรูปอย่างถาวร
• นำยางที่ได้ไปตรวจสอบความสมดุล การหมุน การแกว่งตัว
• ตรวจสอบคุณภาพยางรถยนต์ด้วยเครื่องเอ็กซเรย์
• จัดส่งยางให้ลูกค้า
  

โครงสร้างของยางรถยนต์ (tire structure)

โครงสร้างของยางรถยนต์

 

ดอกยางและร่องดอกยาง (tire tread)

ดอกยาง คือรอยนูนของยางเป็นลวดลายต่าง ๆ บนหน้ายาง ซึ่งลวดลายจะออกแบบตามความเหมาะสมของการใช้งาน และความสวยงามของยาง ระหว่างลวดลายของดอกยาง จะมีร่องดอกยาง หรือร่องยางปรากฎอยู่ โดยดอกยางเป็นส่วนเดียวของยางที่สัมผัสกับพื้นถนนเวลาใช้งาน

ดอกยางและร่องดอกยาง ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ยางเกาะถนนได้ดี ยิ่งมีดอกยางและร่องดอกยางมาก ยางจะเกาะถนนลดลง เนื่องจากพื้นที่ผิวสัมผัสถนนลดลง ซึ่งอาจฟังดูแล้วขัดกับความรู้สึก แต่เป็นความจริง สังเกตได้จากการแข่งรถ ยางรถแข่งจะไม่มีดอกยางเมื่อแข่งบนถนนแห้ง แต่จะใช้ยางที่มีดอกยางก็ต่อเมื่อแข่งบนถนนเปียกเท่านั้น

ดอกยางและร่องดอกยาง มีหน้าที่รีดน้ำออกจากยาง เมื่อใช้ยางบนพื้นถนนที่เปียก เพราะถ้ายางไม่รีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสกับผิวถนน จะเกิดปรากฎการณ์ฟิลม์น้ำ (Aquaplaning หรือ hydroplaning) กั้นระหว่างยาง กับ พื้นถนน ทำให้ยางไม่สัมผัสกับพื้นถนน และจะเสียการควบคุม

 

สะพานยางรถยนต์ (tire wear indicator)

สะพานยางรถยนต์ คือรอยนูนที่อยู่ภายในร่องของดอกยาง เพื่อเป็นจุดสังเกต ปริมาณดอกยางที่เหลืออยู่ มีความสูงจากก้นร่องดอกยาง ประมาณ 1-2 มิลลิเมตร

เมื่อยางถูกใช้งาน ยางจะค่อย ๆ สึกหรอไปเรื่อย ๆ ทำให้ดอกยางค่อย ๆ บางลง และทำให้ร่องดอกยางค่อย ๆ ตื้นขึ้น
เมื่อใดก็ตามที่ดอกยางสึกจนมีระดับเดียวกับ สะพานยาง ถือว่ายางเส้นนั้นหมดอายุการใช้งานแล้ว ถึงแม้ว่ายังมีดอกยาง และร่องดอกยางอยู่อีก
(ห้ามใช้งานยางที่ดอกยางสึก จนกระทั่งสะพานยางสึกไปด้วย มีอันตรายมาก)

วิธีหาตำแหน่งสะพานยาง ดูได้ที่ไหล่ยาง (ระหว่างแก้มยาง กับ หน้ายาง) จะมีสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยม ชี้ไปยังหน้ายาง
ยางแต่ละเส้น จะมีแนวสะพานยาง 4-6 แนว แล้วแต่รุ่นและยี่ห้อของยางรถยนต์นั้น ๆ 

สามเหลี่ยม จุดสังเกตสะพานยาง

รูปสามเหลี่ยมที่ไหล่ยาง จะชี้ไปยังหน้ายางตำแหน่งที่มีสะพานยาง อยู่ในร่องของดอกยาง  

 

 

สะพานยางทั้ง 4 อันบนหน้ายาง

บนหน้ายางมีสะพานยาง 4 อัน เป็นรอยนูนอยู่ภายในร่องของดอกยางรถยนต์  โดยจะตรงกับเครื่องหมายสามเหลี่ยมบนไหล่ยาง

 

 

ไม้บรรทัดวัดร่องดอกยาง

การวัดความลึกของร่องดอกยางรถยนต์ สามารถใช้ไม้บรรทัดทั่วไปวัดได้ 

 

 

ความลึกของร่องดอกยางรถยนต์ใหม่ ประมาณ 7 มิลลิเมตร

ความลึกของร่องดอกยางรถยนต์ใหม่ จะลึกประมาณ 7 มิลลิเมตร

 

 

ความลึกของร่องดอกยางรถยนต์ใหม่ วัดด้วยเหรียญ 1 บาท

ความลึกของร่องดอกยางรถยนต์ใหม่ วัดโดยใช้เหรียญ 1 บาท เหรียญจะจมลงถึงประมาณกลางเจดีย์

 

 

ความลึกของสะพานยางรถยนต์ใหม่ ประมาณ 5-6 มิลลิเมตร

ความลึกของสะพานยางรถยนต์ใหม่ วัดโดยหน่วยมิลลิเมตร จะได้ประมาณ 5-6 มิลลิเมตร

 

 

ความลึกของสะพานยางรถยนต์ใหม่ วัดด้วยเหรียญ 1 บาท

ความลึกของสะพานยางรถยนต์ใหม่ วัดโดยใช้เหรียญ 1 บาท เหรียญจะจมลงจนถึงแค่ฐานเจดีย์

 

จุดสีเหลือง จุดสีแดงบนยางรถยนต์ (tire yellow dot mark and tire red dot mark)

การผลิตยางรถยนต์ ทุกโรงงานจะพยายามผลิตให้มีความกลมมากที่สุด เพื่อให้ยางรถยนต์มีความสมดุลมากที่สุดเวลาหมุนบนล้อรถยนต์ขณะขับขี่ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ว่าทางโรงงานจะใช้เครื่องจักรที่ดีเพียงใดในการผลิต ก็ยังคงหลงเหลือความไม่สมดุลบนยางอยู่ ทำให้ยางมีบางด้านน้ำหนักน้อยกว่าด้านอื่น และยางก็ไม่ได้กลม 100% มีบางด้านที่มีความโค้งเว้ามากกว่าด้านอื่น ซึ่งจุดเหล่านี้ได้มาจากการนำยางแต่ละเส้นเข้าเครื่องวิเคราะห์ และแต้มจุดสีเพื่อบอกตำแน่งบนแก้มยาง

จุดสีเหลืองบนยางรถยนต์ คือจุดที่แสดงตำแหน่งยางที่มีน้ำหนักน้อยกว่าด้านอื่น

จุดสีแดงบนยางรถยนต์ คือจุดที่แสดงตำแหน่งยางที่มีความโค้งมากกว่าด้านอื่น

เมื่อได้ตำแหน่งยางที่มีน้ำหนักน้อยกว่าด้านอื่น และมีความโค้งมากกว่าด้านอื่น เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการประกอบเข้ากับกระทะล้อเหล็ก หรือกระทะล้อแม็กซ์ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับล้อได้ดังนี้

 ถ้ายางไม่มีจุดสีแดง มีแต่จุดสีเหลือง ให้ใส่ยางตรงจุดสีเหลือง ตรงกับตำแหน่งวาวล์
 ถ้ายางมีทั้งจุดสีแดง และจุดสีเหลือง ให้ใส่ยางตรงจุดสีแดง ตรงกับจุดสีแดงบนกระทะล้อ
 ถ้ายางมีทั้งจุดสีแดง และจุดสีเหลือง แต่กระทะล้อไม่มีจุดสี ให้ใส่ยางตรงจุดสีเหลือง ตรงกับตำแหน่งวาวล์
 ถ้ายางไม่มีจุดสีเหลือง มีแต่จุดสีแดง ให้ใส่ยางตรงจุดสีแดง ตรงกับตำแหน่งวาวล์

 

ชนิดของยางรถยนต์ แบ่งตามโครงสร้างของยาง (tire types : according to structure)

ยางรถยนต์ มีหลายชนิดเพื่อให้เหมาะสมกับน้ำหนักบรรทุก สภาพการใช้งาน สภาพถนน สภาพอากาศ ความเร็วในการขับขี่

ยางผ้าใบ (bias tire) เป็นยางรถที่ทำจากยางและผ้าใบวางซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น (ply) บนโครงยาง แต่ละชั้นวางเฉียงทำมุมกัน 30-40 องศาตามแนวหน้ายาง ตลอดจนถึงแก้มถึง ทำให้ยางผ้าใบ เป็นยางที่เหมือนเป็นชิ้นเดียวกัน หน้ายางและแก้มยางติดกันเป็นชิ้นเดียวกัน แก้มยางแข็งแรงเหมาะกับรถที่ต้องรับน้ำหนักบรรทุกมาก

ยางเรเดียล (radial tire) เป็นยางรถที่ทำจากยางและยางเสริมใยเหล็ก (เส้นลวดเหล็กเคลือบยาง) เสริมยางตามแนวเดียวกับหน้ายาง ตลอดแนววงกลมของหน้ายางจะมีเข็มขัดรัดยาง เพื่อเพิ่มความแข็งแรง หน้ายางและแก้มยางมีความยืดหยุ่นอิสระต่อกัน ทำให้รับแรงสั่นสะเทือนขับขี่นุ่มนวล ยึดเกาะถนนได้ดีควบคุมการขับขี่ง่าย

เปรียบเทียบระหว่าง ยางผ้าใบ กับ ยางเรเดียล

ยางผ้าใบ (bias tire)

ยางเรเดียล (radial tire)

ทำจากผ้าใบ วางซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น ทำมุม 30-40 องศาตามแนวหน้ายาง

ทำจากยางและยางเสริมเส้นลวด วางตามแนวตั้งฉากกับหน้ายาง
มีเข็มขัดรัดหน้ายาง ตามแนวหน้ายางตลอดทั้งเส้น

แก้มยางแข็งแรง เป็นชิ้นเดียวกับโครงยาง รับน้ำหนักบรรทุกได้ดี

โครงสร้างแก้มยางกับหน้ายางแยกกัน แก้มยางยีดหยุ่นรับแรงกระแทกได้ดี ขับขี่นุ่มนวล

หน้ายาง (ดอกยาง) สัมผัสถนนเปลี่ยนไปตามน้ำหนักบรรทุก
ไม่เกาะถนนควบคุมการขับขี่ยาก

หน้ายาง (ดอกยาง) สัมผัสถนนเต็มหน้ายางตลอดเวลา
ไม่ว่าจะมีน้ำหนักบรรทุกน้อยหรือมาก ทำให้เกาะถนนดี ควบคุมการขับขี่ง่าย

 

ยางทูปเลส (tubeless tire)

ยางทูปเลส

ยางทูปเลส คืออะไร tube แปลว่ายางในรถ เติมท้ายด้วยคำว่า less แปลว่าไม่มี เพราะฉะนั้น ยาง tubeless คือยางที่ไม่มียางในนั่นเอง
ยางทูปเลสถูกออกแบบเพื่อเพิ่มความปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วสูงเมื่อยางถูกของมีคมตำ ยางจะแบนลงอย่างช้า ๆ โอกาสที่ยางระเบิดจะลดลง
รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ รวมถึงรถสปอร์ต จะใช้แต่ยางทูปเลสเท่านั้น

เปรียบเทียบระหว่าง ยางทูปเลส กับ ยางแบบมียางใน

ยางทูปเลส (tubeless tire)

ยางแบบมียางใน (tube tire)

ไม่ต้องใช้ยางใน สะดวกในการดูแลรักษา

ต้องใส่ยางใน เพิ่มชิ้นส่วนในการดูแลรักษา

ยางราคาแพงกว่า

ยางราคาถูกกว่า

เมื่อยางถูกของมีคมตำ ยางจะแบนลงอย่างช้า ๆ โอกาสที่ยางระเบิดจะต่ำกว่า

เมื่อยางถูกของมีคมตำ ยางจะแบนลงอย่างรวดเร็ว โอกาสที่ยางระเบิดจะสูงกว่า

การปะยางยากกว่า ค่าปะยางแพงกว่า และอาจมีผลเสียต่อโครงสร้างของยาง

การปะยางง่ายกว่าถูกกว่า เพราะปะที่ยางในเท่านั้น และไม่มีผลเสียต่อโครงสร้างของยาง

ยางมีโอกาสรั่ว ถ้าขอบกะทะล้อเสียหาย จากการประกอบไม่ดี หรือจากการขับขี่กระแทก

ยางในมีโอกาสแตกหรือรั่ว เมื่อเติมลมอ่อนจนทำให้ยางในเสียดสีกับยางนอก

ยางระบายความร้อนได้ดีกว่า ผ่านขอบกะทะล้อโดยตรง

ยางระบายความร้อนได้ยากกว่า

 

ขนาดของยางรถยนต์ (tire size)

ยางรถยนต์ มีหลายขนาดเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดรถ ขนาดกะทะล้อ และความสวยงาม

ขนาดยางที่นิยมใช้ในประเทศไทย เช่น

195/55R15

195/60R15

195/65R15

205/45R16

 

วิธีการบอกขนาดยางรถยนต์ บอกโดยใช้รหัสยาง (tire code หรือ tyre code) ซึ่งมีหลายระบบ แต่ระบบที่นิยมที่สุดในประเทศไทย และทั่วโลก มีรูปแบบดังนี้

xxx/yyRzz หรือ xxx/yySRzz

สามหลักแรก xxx คือ ขนาดความกว้างของยางเมื่อตัดขวาง โดยวัดระยะจากส่วนที่ป่องที่สุดของแก้มยางด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ซึ่งขนาดความกว้างของยางตัดขวางจะมีขนาด มากกว่า หน้ากว้างของยางที่สัมผัสถนน

สองหลักถัดมา yy คือ เปอร์เซ็นต์ ของความสูงของแก้มยาง กับ ขนาดความกว้างของยางตัดขวาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร

อักษร R หมายถึง เป็นยางรถยนต์ ชนิดยางเรเดียล

สองหลักสุดท้าย zz คือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของกะทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว

 

ขนาดยางรถยนต์

ยางรถยนต์ขนาด 215/50ZR17 95W

สามหลักแรก 215 คือขนาดความกว้างยางตัดขวาง เท่ากับ 215 มิลลิเมตร (ไม่เท่ากับ หน้ากว้างยาง)

สองหลักถัดมา 50 คือ เปอร์เซ็นต์ ของความสูงของแก้มยาง กับ ขนาดความกว้างของยางตัดขวาง เท่ากับ 50% ของ 215 มิลลิเมตร เท่ากับ 107.5 มิลลิเมตร

อักษร R หมายถึง เป็นยางรถยนต์ ชนิดยางเรเดียล

สองหลักสุดท้าย 17 คือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของกะทะล้อ เท่ากับ 17 นิ้ว

 

วันผลิตยางรถยนต์ (tire manufacture date)

หน่วยงานด็อท (DOT) (ย่อมาจาก The U.S. Department of Transportation) และหน่วยงาน NHTSA (National Highway Traffic Safety Administration) ของสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดให้ยางรถยนต์ทุกเส้นต้องพิมพ์ หมายเลขกำกับยาง (Tire Identification Numbers) ไว้ที่แก้มยาง โดยขึ้นต้นด้วย "DOT" ตามด้วยตัวหนังสือ และ/หรือตัวเลข เพื่อบอกสถานที่ผลิตยาง รหัสโรงงานผลิตยาง และลงท้ายด้วย ตัวเลข 4 หลัก (ตัวเลขอยู่ในรอยปั้มรูปวงรี อันเนื่องมาจากแม่พิมพ์) เพื่อบอกวันผลิตยาง (จริง ๆ แล้วบอกสัปดาห์ที่ผลิตยางไม่ใช่ วันที่ผลิตยาง)

หมายเลขสองหลักแรก คือ สัปดาห์ของปี ที่ผลิตยาง ซึ่งมีค่า ตั้งแต่ 01 ถึง 52
หมายเลขสองหลักหลัง นำมาจากสองหลักหลังของปี ค.ศ. ที่ผลิตยาง

หมายเลขกำกับยาง (DOT) จะพิมพ์เต็มชุดพร้อมสัปดาห์ที่ผลิตยางไว้ที่แก้มยางฝั่งหนึ่ง ที่แก้มยางฝั่งตรงข้ามจะพิมพ์ เฉพาะ DOT และรหัสโรงงานเท่านั้น ไม่มีสัปดาห์ที่ผลิต

วันผลิตยางรถยนต์

ยางรถยนต์ผลิตเมื่อ 0714

จากตัวอย่าง 07 หมายถึง สัปดาห์ที่ 07 ของปี ซึ่งอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ และเลข 14 คือปี ค.ศ. 2014 หรือ ปี พ.ศ. 2557
เพราะฉะนั้น ยางเส้นนี้ผลิตสัปดาห์ที่ 7 ของปี ค.ศ. 2014 ซึ่งก็คือ ผลิตในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 (พ.ศ. 2557)

 

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับวันผลิตยางรถยนต์

ผู้ใช้ยางรถยนต์ ส่วนใหญ่จะพยายามเลือกซื้อเฉพาะยางรถยนต์ ที่ผลิตใหม่ล่าสุดไม่เกิน 1 ปี โดยเข้าใจว่า ยางรถยนต์ที่ผลิตมานานจะเสื่อมคุณภาพ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

หน่วยงานด้านคมนาคม ของประเทศต่อไปนี้
• กระทรวงคมนาคมสหรัฐอเมริกา
• องค์กรเพื่อผู้ขับขี่แห่งประเทศเยอรมัน
• กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ของประเทศไทย "โครงการต่างกันแค่วันผลิต...ประสิทธิภาพยังคงเดิม (ยางรถยนต์)"
• และหน่วยงานด้านการคมนาคม ของอีกหลาย ๆ ประเทศ
ได้ออกมายืนยันว่า
"ยางรถยนต์ใหม่ ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน ถ้าผลิตและเก็บอย่างถูกต้อง ถึงผลิตมาแล้ว 3 ปี ก็มีคุณสมบัติและคุณภาพ เหมือนอย่างผลิตใหม่ทุกประการ"

WOWTire มิได้มีเจตนา ช่วยผู้ผลิตยางรถยนต์ให้ระบายยางเก่าเก็บได้ง่ายขึ้น แต่ต้องการให้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ใช้ยางรถยนต์ทุกท่าน
เพื่อท่านผู้ใช้ยางรถยนต์ ไม่จำเป็นต้องตะเวนขับรถไปตามร้านยางต่างๆ เพื่อเฟ้นหายางรถยนต์ที่ผลิตสดใหม่ เสียเวลา เปลืองน้ำมันโดยไม่จำเป็น
ท่านจะได้มีเวลาในการเลือกซื้อยางรถยนต์ ที่เหมาะสมกับการใช้รถยนต์ของท่าน ในด้านขนาด ความสวยงาม คุณภาพ คุณสมบัติ และราคา
และยังเป็นการช่วยกัน ทำให้ตลาดยางรถยนต์ มีความต้องการที่ถูกต้องเป็นจริง ไม่เกิดความต้องการที่บิดเบี้ยว เกิดการโก่งราคายางใหม่ กดราคายางเก่าเก็บ อย่างไม่สมเหตุสมผล เสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งในที่สุดผลร้ายก็ตกอยู่กับท่านผู้ใช้ยางรถยนต์นั่นเอง

  

อายุยางรถยนต์ (tire age)

ยางรถยนต์ โดยทั่วไปมีอายุการใช้งาน 2 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับอะไรถึงก่อนกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัว โดยเฉพาะผู้ผลิตยางก็ไม่ได้ระบุอายุการใช้งานไว้อย่างชัดเจนเช่นกัน โดยรถยนต์จำนวนมาก สามารถใช้ยางรถยนต์ได้มากกว่า 5 ปี หรือ มากกว่า 100,000 กิโลเมตร โดยที่สภาพยางยังดีอยู่และสามารถใช้งานต่อไปได้อีก ซึ่งอาจเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมของยางและสภาพการใช้งานของยางเหมาะสม

ถ้าสภาพของยางรถยนต์ยังดีพอ สามารถใช้งานต่อไปได้อีก แต่ผู้ใช้เกิดความกังวลหรือความกลัวแบบผิด ๆ และเปลี่ยนยางเส้นใหม่โดยไม่จำเป็น ถือว่าเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองทั้งต่อส่วนรวม และต่อตนเองโดยไม่จำเป็น ต้องเสียเงินค่าเปลี่ยนยางโดยยังไม่ถึงเวลา

วิธีตรวจสอบยางรถยนต์ ว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแล้วคือ
• ดอกยางสึกจนถึงสะพานยาง
• ยางเสื่อมสภาพ ดอกยางแข็งไม่เกาะถนน ดอกยางบิ่น แก้มยางแข็งไม่ยืดหยุ่น
• ยางปริแตก มีรอยร้าว รอยช้ำ รอยถลอก อย่างมีนัยสำคัญ
• ยางถูกของมีคมตำ เช่น ยางแตก ทะลุ ฉีกขาด จนมีแผลขนาดใหญ่เกินไป
• ยางถูกของมีคมตำ และผ่านการปะยางมาหลายครั้ง
• แก้มยางเสียหาย เช่น แบกน้ำหนักเกินขีดจำกัด เบียดขอบทาง ตกหลุมขนาดใหญ่ ยางแตกแต่ขับรถบดยาง (ขับรถขณะที่ยางไม่มีลมยาง)
• ยางบวม

ยางรถยนต์ ถ้ายังไม่ได้นำมาใช้งานและเก็บอย่างถูกต้อง สามารถเก็บได้ถึง 4 ปี โดยคุณภาพไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจากหลายสถาบัน ก็ยืนยันว่ายางเก่าเก็บหลายปีนั้น คุณสมบัติ คุณภาพของยาง เหมือนยางใหม่ทุกประการ

 

ความเร็วสูงสุดของยางรถยนต์ (tire speed rating)

รูปแบบการบอกความเร็วสูงสุดของยางรถยนต์ มีหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างที่เป็นที่นิยมดังนี้
• xxx/yySRzz
• xxx/yyRzz nnS
• xxx/yySRzz nnS

อักษร S เป็นรหัสบอกความเร็วสูงสุดของยางรถยนต์ ตามตารางนี้ 

  L    120 km/h
  M  130 km/h 
  N  140 km/h
  P  150 km/h 
  Q  160 km/h
  R  170 km/h
  S  180 km/h
  T  190 km/h
  U  200 km/h
  H  210 km/h
  V  240 km/h
  Z  > 240 km/h
  W  270 km/h
  Y  300 km/h

 

การออกรหัสความเร็วสูงสุดในตอนแรก รถยนต์ยังมีความเร็วไม่มาก มีความเร็วไม่เกิน 240 km/h ต่อเมื่อรถมีความเร็วมากกว่า 240 km/h ออกมาจึงได้ออกมาตรฐาน Z เพื่อบอกว่าความเร็วสูงกว่า 240 km/h ภายหลังจึงได้ออกรหัส W และ Y ตามมา เพื่อระบุความเร็วได้ละเอียดมากขึ้น

ความเร็วสูงสุดของยางรถยนต์ ที่นิยมใช้และพบบ่อย ๆ คือ
H = 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง
V = 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง
Z = มากกว่า 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง

เพราะฉะนั้นยาง 215/50ZR17 มีรหัสความเร็วสูงสุดคือ Z เป็นยางรถยนต์ ที่ใช้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ส่วนยางที่มีรหัส 215/50ZR17 95W เมื่อมีอักษร W เพิ่มต่อท้าย เป็นการระบุชัดเจนว่าเป็นยางที่ใช้ความเร็วได้สูงสุดถึง 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

น้ำหนักบรรทุกสูงสุด/ความดันลมยางสูงสุด (Max Load / Max Pressure)

น้ำหนักบรรทุกสูงสุด/ความดันลมยางสูงสุด

MAX. LOAD 690kg / MAX. PRESS 50psi

215/50ZR17 95W รหัส 95 เป็นรหัส บอกน้ำหนักบรรทุกสูงสุดเท่ากับ 690 กิโลกรัม(ต่อล้อ)
ซึ่งมีค่าเท่ากับตัวเลข MAX.LOAD 690kg ที่พิมพ์ไว้บนแก้มยางในหน่วยเมตริก และหน่วยอังกฤษ 1521lbs(ปอนด์)
ในกรณีรถ 4 ล้อ จะสามารถบรรทุกได้สูงสุด 690 x 4 = 2,760 กิโลกรัม หรือ 2.76 ตัน หรือเท่ากับ 1,521 x 4 = 6,084 ปอนด์
การบรรทุกเกินน้ำหนักสูงสุด จะทำให้โครงสร้างยาง และเนื้อยางเสียหาย บิดเบี้ยวและผิดรูป สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
ข้อควรระวัง! ห้ามบรรทุกเกินน้ำหนักบรรทุกรวม และน้ำหนักที่แต่ละล้อแบกรับ จะต้องไม่เกินน้ำหนักสูงสุดของล้อนั้น ๆ

ความดันลมยางสูงสุด จะเขียนเป็นตัวเลข ทั้งหน่วยเมตริก เช่น 340kPa (กิโลปาสกาล) และหน่วยอังกฤษ เช่น 50psi (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว)
การเติมความดันลมสูงเกินความดันลมสูงสุด จะทำให้โครงสร้างยาง และเนื้อยางเสียหาย สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

 

มาตรฐาน UTQGS (Uniform Tire Quality Grading Standards)

หน่วยงาน NHTSA (National Highway Traffic Safety Administration) ของสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดมาตรฐาน UTQG (Uniform Tire Quality Grading) เพื่อใช้บอกคุณสมบัติของยาง 3 ประการดังนี้ TREADWEAR - TRACTION - TEMPERATURE
• ความทนทานต่อการสึกหรอของยาง (tire treadwear)
• ความสามารถในการเกาะถนน (tire traction)
• ความสามารถในการทนความร้อน (tire temperature)

โดยทั่วไปยางที่มีความทนทานต่อการสึกหรอสูงกว่า เนื้อยางจะมีความแข็งกว่า มีความสามารถในการเกาะถนนต่ำกว่า ส่วนยางที่มีความทนทานต่อการสึกหรอต่ำกว่า เนื้อยางจะนิ่มกว่า มีความสามารถในการเกาะถนนสูงกว่า

ความทนทานต่อการสึกหรอของยาง

 

ความทนทานต่อการสึกหรอของยาง (tire treadwear)

ความทนทานต่อการสึกหรอของยาง เป็นตัวเลขเปรียบเทียบกับความทนทานของยางมาตรฐาน ที่ได้จากการทดสอบการใช้ยางในรถคันเดียวกัน ภายใต้สภาวะควบคุมบนสนามทดสอบของรัฐบาลสหรัฐ ด้วยระยะทาง 7,200 ไมล์ และประเมินผลที่ได้ออกเป็นตัวเลขเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบ เช่น ยางที่มี treadwear เท่ากับ 300 มีความทนทานการสึกหรอเป็น 3 เท่าของยางที่มี treadwear เท่ากับ 100

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้บอกว่า ใช้ยางได้ระยะทางเป็น 3 เท่า เนื่องจากตัวเลข treadwear บอกความทนทานต่อการสึกหรอ ไม่สามารถใช้บอกระยะทางได้โดยตรง เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกอีกหลายอย่าง เช่น วิธีการขับขี่ ถนนที่ใช้ขับขี่ การบำรุงรักษายาง ความดันลมยาง สภาพภูมิอากาศ ฯลฯ 

  

ความสามารถในการเกาะถนน (tire traction)

ความสามารถในการเกาะถนน เป็นการทดสอบภายใต้สภาวะควบคุมบนสนามทดสอบของรัฐบาลสหรัฐ เพื่อหาค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานเมื่อทดสอบยางบนถนนราดยางมะตอยและถนนคอนกรีตที่เปียกจากการพ่นน้ำ วิ่งด้วยความเร็ว 40 ไมล์ต่อชั่วโมงแล้วพยายามหยุดรถ แบ่งเกรดดังนี้ "AA", "A", "B" และ "C" โดยเกรด "AA" ดีที่สุด

 เกรด   บนถนนราดยางมะตอย  บนถนนคอนกรีต
  AA  มากกว่า 0.54  0.38
   A  มากกว่า 0.47  0.35
   B  มากกว่า 0.38  0.26
   C  น้อยกว่า 0.38  0.26

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง ความทนทานต่อการสึกหรอของยาง และ ความสามารถในการเกาะถนน

โดยทั่วไปความสัมพันธ์จะเป็นในลักษณะผกผัน กล่าวคือ ถ้ายางเกาะถนนดี มักจะสึกหรอเร็ว (หรือมีค่า treadwear ต่ำ)
แต่ถ้ายางสึกหรอช้า หรือ มีดอกยางแข็งทนทาน มักจะเกาะถนนได้ต่ำกว่า
อย่างไรก็ตามมียางรถยนต์บางชนิด ที่ผู้ผลิตสามารถผลิตให้มีความสามารถในการเกาะถนนดีเยี่ยม พร้อมทั้งมีความทนทานการสึกหรอของยางสูง แต่ต้นทุนการผลิตก็มักจะสูงตามคุณภาพด้วยเช่นกัน

 

ความสามารถในการทนความร้อน (tire temperature)

ความสามารถในการทนความร้อนของยาง เป็นความสามารถในการทนต่อความร้อนและแพร่กระจายความร้อนที่เกิดขึ้นของยางเมื่อใช้รถที่ความเร็วต่างกัน ยิ่งรถวิ่งที่ความเร็วสูงมากเท่าไร ยางก็จะยิ่งมีความร้อนสูงเพิ่มขึ้นเท่านั้น แบ่งเกรดดังนี้ "A", "B" และ "C" โดยเกรด "A" ดีที่สุด

 เกรด  ความเร็วสูงสุด
    A      ความเร็วสูงกว่า 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 
    B  ความเร็วระหว่าง 160 - 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    C  ความเร็วระหว่าง 136 - 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

การเติมลมไนโตรเจน (Nitrogen inflation)

การเติมลมยางรถยนต์ เราใช้ปั้มสูบอากาศ และอัดด้วยความดันสูง เพื่อเติมเข้าไปในยางรถยนต์ แต่อากาศโดยทั่วไปประกอบด้วย ไนโตรเจน 78% และ ออกซิเจน 21% เมื่อเราเติมลมยางด้วยลมปกติเท่ากับเราเติมออกซิเจน และความชื้นเข้าไปภายในยางด้วย

เครื่องเติมลมไนโตรเจน ใช้วิธีดูดความชื้นและออกซิเจนออกจากอากาศ ให้เหลือแต่ไนโตรเจนเกือบบริสุทธิ์ 98-99% (แล้วแต่รุ่น) แล้วค่อยเติมเข้าไปในยางรถยนต์ ลมที่เติมจึงแทบจะไม่มีออกซิเจน และความชื้นปะปนเข้าไป อย่างไรก็ตามการเติมลมไนโตรเจนมีค่าใช้จ่าย

ถึงแม้จะมีการถกเถียงกันเรื่องประโยชน์ต่อความคุ้มค่าของการเติมลมไนโตรเจน แต่การเติมลมไนโตรเจนก็มีข้อดีดังนี้
• ทำให้ความชื้น(ซึ่งก็คือน้ำ) ที่ปกติปะปนอยู่กับอากาศ เข้าไปในยางลดลง
• โดยปกติเมื่อรถวิ่งเร็วขึ้น ยางรถยนต์จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น อากาศ(และน้ำ)ภายใน จะขยายตัว ทำให้ความดันลมยางสูงขึ้นมาก
   เมื่อภายในยางเป็นลมไนโตรเจน อุณหภูมิที่สูงขึ้น จะไม่ทำให้ความดันลมยางสูงขึ้นมาก (1 psi ทุกๆ 11 องศา)
• ทำให้ออกซิเจนเข้าไปถึงชั้นใยเหล็กภายในยางลดลง คุณภาพยางจึงเปลี่ยนแปลงช้าลง
• ทำให้กระทะล้อ (ซึ่งส่วนมากมีส่วนประกอบของเหล็ก) สัมผัสกับน้ำน้อยลง ทำให้โอกาสเกิดสนิมเหล็กลดลง
• ไม่ต้องเติมลมยางบ่อย เพราะโมเลกุลไนโตรเจนมีขนาดใหญ่กว่าอากาศ จึงซึมออกจากยางช้ากว่า

  

การเติมลมไนโตรเจนปนกับลมธรรมดา

เมื่อยางรถยนต์ได้รับการเติมลมไนโตรเจนแล้ว มักมีคำถามตามมาว่า ถ้าลมยางความดันต่ำลงเราสามารถเติมลมธรรมดาปนเข้าไปได้หรือไม่?
คำตอบที่ถูกต้องคือ ถ้าท่านสามารถหาที่เติมลมไนโตรเจนได้ง่าย ๆ หรืออยู่ในระยะใกล้ ๆ ควรนำรถไปเติมลมไนโตรเจน เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของไนโตรเจนภายในยางรถยนต์เส้นนั้น ๆ ไว้ ท่านก็จะได้ข้อดีของลมไนโตรเจนครบถ้วน

แต่ถ้าท่านไม่สามารถหาที่เติมลมไนโตรเจนได้ง่าย หรืออยู๋ไกลจากที่เติม ทำให้ต้องเดินทางต่อเป็นระยะไกล WOWTire ยืนยันว่าสามารถเติมลมธรรมดาปนกับลมไนโตรเจนได้อย่างไม่มีปัญหา เพียงแต่ท่านจะสูญเสียคุณสมบัติที่ดีของลมไนโตรเจนไป ตามปริมาณลมธรรมดาที่เติมเพิ่มลงไป เช่น
ถ้าในล้อมีลมไนโตรเจน 100% ท่านก็ได้ข้อดีของลมไนโตรเจนเต็ม 100%
ถ้าท่านเติมลมธรรมดาเพิ่มไป 10% ท่านได้ข้อดีเหลือ 97.8% (ไม่ใช่ 90% เพราะในลมธรรมดามีไนโตรเจนอยู่แล้ว 78%)
ถ้าท่านเติมลมธรรมดาเพิ่มไป 20% ท่านได้ข้อดีเหลือ 95.6% (ไม่ใช่ 80% เพราะในลมธรรมดามีไนโตรเจนอยู่แล้ว 78%)

จะเห็นได้ว่าการเติมลมธรรมดาปกกับไนโตรเจน ทำให้ยางเสียข้อดีของลมไนโตรเจนไปเพียงเล็กน้อย 
ซึ่งดีกว่าการที่ท่านปล่อยให้ลมยางมีความดันต่ำกว่าที่ควร เพราะมีผลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ความสมดุลของการขับขี่ และมีผลต่อความปลอดภัย

สรุป สามารถเติมลมไนโตรเจน ปน กับลมธรรมดา ได้ทันที

  

ยางอะไหล่ (spare tire)

ยางอะไหล่ คือยางพร้อมกะทะล้อ ที่เก็บไว้ใช้ในกรณีที่ยางหลักไม่สามารถใช้ได้ ด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ยางแตก ยางระเบิด ยางมีความดันต่ำเกินไปจนไม่เหมาะกับการใช้งาน เพราะฉะนั้น ยางอะไหล่ต้องเป็นยางที่พร้อมใช้งานได้ทันที เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และจำเป็นต้องใช้งาน

ในรถยนต์บางรุ่น ยางอะไหล่ที่แถมให้มีขนาดกะทะล้อเล็กกว่ายางรถยนต์ปกติ (แต่ขนาดล้อพร้อมยาง มีวงรอบใกล้เคียงกัน)

ปัญหาที่พบบ่อยของยางอะไหล่ จนทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ในเวลาที่ต้องการ เช่น
• ยางมีความดันลมต่ำเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากเติมลมไว้นานจนความดันลมยางลดลงต่ำเกินไป
• ยางอะไหล่เก่าเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากเปลี่ยนเฉพาะยางปกติหลายรอบ แต่ไม่เคยเปลี่ยนยางอะไหล่เลย
• รถไม่มียางอะไหล่ เพราะถูกขโมย โดยเฉพาะรถที่เก็บยางอะไหล่ไว้นอกตัวรถ เช่น รถกระบะ รถ SUV รถ 4x4
• รถไม่มียางอะไหล่ เพราะใช้พื้นที่เก็บยางอะไหล่เป็นที่วางถังแก๊สรูปโดนัทในรถที่ใช้เชื้อเพลิงระบบแก๊ส ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ตัวอย่างข้อมูลของยางรถยนต์ (tire information sticker) ตามมาตรฐานยุโรป

ข้อมูลของยางรถยนต์

ยางรถยนต์ใหม่ จะมีสติ๊กเกอร์ติดมากับยางเสมอ เพื่อบอกข้อมูลเกี่ยวกับยางรถยนต์เส้นนั้น ๆ เช่น จากรูปตัวอย่าง
• ยี่ห้อของยางรถยนต์ KINGRUN
• รุ่นหรือลายดอกยางรถยนต์ PHANTOM K3000
• ขนาดของยางรถยนต์ 215/50ZR17 หน้ากว้าง 215 มิลลิเมตร อัตราส่วนความสูงยาง 50% คือแก้มยางสูง 107.5 มิลิเมตร เป็นยางเรเดียล ใช้สำหรับกะทะล้อ 17 นิ้ว
• น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 95 หมายถึง 690 กิโลกรัม(ต่อล้อ)
• ความเร็วสูงสุดของยางรถยนต์ W หมายถึง ความเร็วสูงสุด 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
• ความทนทานต่อการสึกหรอของยาง 300 เป็นยางที่มีความทนทานปานกลางค่อนข้างสูง
• ความสามารถในการเกาะถนน หรือหยุดเมื่อเหยียบเบรค เมื่อทดสอบบนถนนเปียก ได้เกรด "A" สามารถหยุดบนถนนเปียกได้ดีมาก
• ความสามารถในการทนความร้อนของยาง ได้เกรด "A" สามารถทนความร้อน และกระจายความร้อนได้ดีมาก
• ความสามารถในการช่วยประหยัดน้ำมัน เป็นคุณสมบัติของเนื้อยางเกี่ยวกับแรงเสียดทานของยาง ส่งผลต่อการประหยัดน้ำมัน
แบ่งเกรดดังนี้ "A", "B", "C", "D", "E", "F" และ "G" โดยเกรด "A" ดีที่สุด
• ความสามารถในการรีดน้ำของดอกยาง เป็นความสามารถในการรีดน้ำของยาง อันเนื่องมาจากการออกแบบลายของดอกยาง
แบ่งเกรดดังนี้ "A", "B", "C", "D", "E", "F" และ "G" โดยเกรด "A" ดีที่สุด
• ความดังของเสียงเมื่อใช้ยางวิ่งบนถนน 71dB หน่วยเป็น เดซิเบล
• ข้อควรระวังในการใช้ยาง

 

 

WOWTire ขายยางถูก ยางดี มีประกัน

 

Copyright © 2007-2017 WowTire.com ยางรถยนต์ ราคาถูก All Rights Reserved. โทร. 087-126-3000